ซัมซุงเปิดตัว กาแลคซี่ โน้ต 10 สมาร์ทโฟนทรงพลัง ทลายทุกขีดจำกัดเดิมๆ

ไม่ว่าจะเป็นการทำงานโปรเจคที่ท้าทาย ถ่ายภาพและตัดต่อวิดีโอ หรือแม้แต่การเล่นเกมโปรด ซึ่ง กาแลคซี่ โน้ต 10 คือคำตอบเดียวที่จะตอบสนองทุกความต้องการได้อย่างแน่นอน” ดีไซน์เพื่อมอบประสบการณ์ระดับพรีเมี่ยม ปฏิเสธไม่ได้ว่า ผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนส่วนมากให้ความสำคัญกับดีไซน์การออกแบบที่ทันสมัย ไม่เพียงแค่ความรู้สึกต่อสัมผัสภายนอกเท่านั้น แต่รวมถึงประสบการณ์ที่ได้รับจากการใช้งาน ดังนั้นทุกองค์ประกอบของกาแลคซี่ โน้ต 10 จึงถูกออกแบบมาให้มีความโฉบเฉี่ยว บางและเรียบง่าย เพื่อให้ผู้ใช้ได้มุ่งความสนใจไปกับคอนเทนต์และใช้เวลากับการสร้างสรรค์ได้อย่างเต็มที่ มีให้เลือก 2 ขนาด เป็นครั้งแรกที่ซัมซุง กาแลคซี่ โน้ต มาพร้อมตัวเลือก 2 ขนาด เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่กำลังมองหาสมาร์ทโฟนที่มีขนาดพอดีในการใช้งานร่วมกับปากกาอัจฉริยะ S Pen ได้อย่างสมบูรณ์แบบ สามารถถือใช้งานได้อย่างง่ายดาย บนหน้าจอ Cinematic Infinity Display ขนาด 6.3 นิ้ว และ 6.8 นิ้ว ซึ่งถือเป็นหน้าจอที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่กาแลคซี่ โน้ตเคยมีมาก่อน หน้าจอของกาแลคซี่ โน้ต 10 ถือเป็นเทคโนโลยีหน้าจอที่ดีที่สุดของซัมซุงในขณะนี้ ตั้งแต่โครงสร้างทางกายภาพไปจนถึงเทคโนโลยีเบื้องหลัง ที่ออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้ดื่มด่ำไปกับซีรี่ส์ ภาพยนตร์ และเกมโปรดได้อย่างเต็มที่ ดีไซน์หน้าจอไร้ขอบ (Edge-to-edge) กาแลคซี่ โน้ต 10 มาพร้อมหน้าจอ Cinematic Infinity Display แบบไร้ขอบ กล้องหน้าถูกออกแบบให้มีขนาดเล็กลงและฝังอยู่บริเวณกึ่งกลางเพื่อดีไซน์สมมาตร โดยหน้าจอแสดงผลนี้จะให้ภาพที่คมชัดสมจริงที่สุด เพื่อสร้างประสบการณ์ไร้รอยต่อระหว่างไอเดีย การรับชม และการลงมือสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ หน้าจอแสดงผลที่ดีที่สุด หน้าจอ Dynamic AMOLED บนกาแลคซี่ โน้ต 10 คือนวัตกรรมที่ได้รับรางวัลและเป็นอีกหนึ่งความภูมิใจของซัมซุง ทั้งยังได้รับการรับรอง HDR10+ และการปรับโทนภาพแบบอัตโนมัติ (Dynamic Tone Mapping) ทำให้รูปภาพและวิดีโอมีความสว่าง สีสันสดใส และมีเฉดสีที่มากขึ้นกว่าโน้ตรุ่นก่อนๆ นอกจากนี้ หน้าจอของกาแลคซี่ โน้ต 10 ยังผ่านการรับรองจาก UL ให้ความสม่ำเสมอของแสงและสีแม่นยำถึง 98% อีกทั้งเทคโนโลยีหน้าจอถนอมสายตา ช่วยลดแสงสีฟ้าโดยไม่ลดคุณภาพของสีภาพ ฟีเจอร์การใช้งานที่หลากหลายเพื่อประโยชน์สูงสุด ผู้ใช้กาแลคซี่ โน้ต คือกลุ่มคนที่ให้ความสำคัญกับการใช้ชีวิตและการทำงานในเวลาเดียวกัน พร้อมทั้งมองว่าสมาร์ทโฟนเป็นตัวช่วยให้สามารถบรรลุเป้าหมายได้ง่ายขึ้น …

Continue Reading

นักเรียนผดุงครรภ์ใช้เทคโนโลยี AR ในการฝึกทำคลอด

เทคโนโลยีเสริมจริงหรือ AR (Augmented Reality) เพิ่งจะมีใช้เมื่อไม่กี่ปีมานี้ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเดียวกันกับที่ใช้เล่นเกม Pokemon Go บนโทรศัพท์มือถือ แต่ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงลอนดอน มีการนำ Augmented Reality หรือ AR มาช่วยในการฝึกทำคลอดได้ นักผดุงครรภ์เป็นผู้ที่นำชีวิตใหม่มาสู่โลกใบนี้ และนักเรียนผดุงครรภ์ที่มหาวิทยาลัย Middlesex ในกรุงลอนดอน ก็กำลังเรียนรู้วิธีการใหม่ในการทำคลอด Sarah Chitongo ผู้สอนที่มหาวิทยาลัย Middlesex เป็นครูสอนในชั้นเรียนที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงนี้ นักเรียนของเธอใช้แว่นตาที่ติดตั้งเทคโนโลยีเสริมจริงหรือ AR เพื่อให้นักเรียนผดุงครรภ์ได้มีประสบการณ์กับการจำลองในการทำคลอดที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริง Sarah กล่าวว่า เทคโนโลยีนี้ช่วยให้นักเรียนได้มองเห็นภาพจริงของร่างกายที่เสมือนจริง สามารถเดินเข้าไปดูใกล้ๆ หรือเดินไปรอบๆ เพื่อให้มองเห็นภายในได้ Darron Hazelby เจ้าหน้าที่เทคนิคด้านการบริการทางคลินิกที่มหาวิทยาลัย Middlesex กล่าวว่า AR ช่วยให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการศึกษาการทำคลอดที่มองเห็นได้ชัดเจนกว่าการเรียนในหนังสือ และยังให้ประสบการณ์มากกว่าและได้ลงมือทำ ได้เคลื่อนไหวไปรอบๆ และได้มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวด้วย การฝึกฝนจะช่วยเตรียมนักเรียนผดุงครรภ์ให้พร้อมสำหรับความผิดพลาดต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการคลอดบุตร รวมถึงสามารถจัดการกับภาวะแทรกซ้อนเนื่องจากความบกพร่องทางพันธุกรรมด้วย Sarah Chitongo จากมหาวิทยาลัย Middlesex กล่าวอีกว่า ผู้หญิงผิวดำและชาวเอเชียมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและโรคเบาหวานมากกว่าผู้หญิงกลุ่มอื่นๆ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าผู้หญิงเหล่านั้นจะต้องเสียชีวิตเพราะอาการเจ็บป่วยดังกล่าว ดังนั้นเทคโนโลยี AR จะเป็นทางออกที่ดีของปัญหานี้ อย่างไรก็ดี การให้นักเรียนสัมผัสกับเทคโนโลยีหรือแว่นตา AR มาก่อนช่วยให้พวกเขาสามารถใช้อุปกรณ์นี้ได้อย่างสะดวกใจมากขึ้น และการเรียนรู้อย่างจริงจังก็จะทำให้นักเรียนเข้าใจเทคโนโลยีนี้ได้ดีขึ้นด้วย Sarah Chitongo บอกว่า เธอต้องใช้เวลาเกือบสิบปีในการทำงานผดุงครรภ์ ก่อนที่จะมองเห็นข้อผิดพลาดในการคลอดบุตร และว่าการใช้เทคโนโลยี AR ในห้องเรียนจะช่วยให้นักเรียนสามารถจัดการกับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโลกแห่งความเป็นจริงได้ดียิ่งขึ้น และอาจสามารถช่วยชีวิตคนได้อีกด้วย เครดิต : (sanook) https://www.sanook.com

Continue Reading

AI ก้าวล้ำไปอีกขั้น รู้จักทำงานเลียนแบบเซลล์สมองมนุษย์ได้เอง

โปรแกรมปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ใหม่ล่าสุดของบริษัทดีปมายด์ (Deepmind) ซึ่งอยู่ในเครือกิจการเดียวกับกูเกิล เรียนรู้ทักษะการนำทางและบอกพิกัดตำแหน่ง จนสามารถเอาชนะมนุษย์ในเกมเสมือนจริงที่แข่งกันค้นหาสิ่งของและหาทางออกจากเขาวงกตได้ ถือเป็นอีกก้าวหนึ่งของความสำเร็จในการพัฒนาเอไอที่มีความสามารถเหนือมนุษย์ มีการตีพิมพ์เผยแพร่รายงานดังกล่าวในวารสาร Nature โดยผู้พัฒนาโปรแกรมระบุว่า โครงข่ายประสาทเทียมของเอไอนี้สามารถปรับตัวให้มีพฤติกรรมการทำงานเหมือนกับ “เซลล์ตารางพิกัด” (Grid cells) ซึ่งมีอยู่ในสมองส่วนที่ช่วยนำทางของมนุษย์ได้โดยอัตโนมัติ ทั้งที่ไม่เคยมีการสอนหรือป้อนข้อมูลเรื่องดังกล่าวให้กับเอไอมาก่อนแต่อย่างใด นายดาร์ชาน กุมาราน นักวิจัยอาวุโสของดีปมายด์ เผยว่า ในขั้นแรกผู้สร้างเอไอโปรแกรมนี้ได้พัฒนาโครงข่ายประสาทเทียมที่มีความซับซ้อนหลายชั้นขึ้น เพื่อให้เอไอมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ได้อย่างลึกซึ้ง จากนั้นได้สอนทักษะพื้นฐานในการนำทางให้กับเอไอ โดยป้อนข้อมูลที่เป็นรหัสสัญญาณบ่งบอกความเร็วและทิศทางซึ่งมีอยู่ในสมองของหนูที่กำลังออกหาอาหารให้ หลังจากนั้นผู้สร้างโปรแกรมพบว่า เอไอพัฒนาทักษะการนำทางและค้นหาพิกัดตำแหน่งได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ หลังฝึกฝนเล่นเกมค้นหาทางออกจากเขาวงกตเสมือนจริงหลาย ๆ ครั้ง แต่สิ่งที่น่าทึ่งคือโครงข่ายประสาทเทียมของเอไอเริ่มส่งสัญญาณสื่อสารระหว่างกันในรูปแบบที่คล้ายกับการทำงานของ “เซลล์ตารางพิกัด”ที่มีในสมองของมนุษย์และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ซึ่งเซลล์นี้จะช่วยให้รับรู้ตำแหน่งและทิศทางของสิ่งต่าง ๆ ในสภาพแวดล้อมได้ เสมือนมีตารางพิกัดอ้างอิงที่แต่ละช่องเป็นรูปหกเหลี่ยมอยู่เหนือสถานที่นั้น นายกุมารานกล่าว “เอไอเริ่มเรียนรู้ที่จะใช้กลยุทธ์เดียวกันกับมนุษย์ได้โดยไม่ต้องสอน สามารถตัดสินใจเลือกเส้นทางลัดตัดตรงที่สุดเพื่อไปถึงเป้าหมายได้ก่อนคู่แข่ง ทั้งยังสามารถปรับเปลี่ยนการตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมอย่างฉับพลันอีกด้วย ขณะนี้ทักษะนำทางของเอไอเหนือกว่าผู้เชี่ยวชาญที่เป็นมนุษย์ไปแล้ว” นอกจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่เกิดขึ้นแล้ว ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยายังมองว่า พฤติกรรมของเอไอที่ปรับตัวทำงานเหมือนเซลล์สมองของมนุษย์ได้เองนี้ จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจกลไกการทำงานของสมองส่วนที่ยังเป็นปริศนาอยู่ได้ง่ายขึ้นอีกด้วย โดยอาจใช้แบบแผนการทำงานของเอไอเพื่อเป็นแนวทางศึกษากระบวนการที่เกิดขึ้นในสมองของสิ่งมีชีวิตต่อไป เครดิต : (BBC) https://www.bbc.com/thai

Continue Reading

ทำความรู้จัก X-Data กุญแจสู่ความสำเร็จในยุค Experience Economy

สมมุติว่าวันหนึ่งคุณไปร้านก๋วยเตี๋ยวที่คุ้นเคยแถวออฟฟิส คุณนั่งลงและสั่งเมนูจานโปรด ไม่นานเกินรอ พนักงานร้านก็เดินมาเสิร์ฟ มื้อนี้ช่างง่าย ทันใจ อร่อย แถมยังถูกดีอีกด้วย แต่แล้วคุณก็ต้องสะดุ้ง เพราะเสียงสบถของพนักงานคนหนึ่งที่ดังขึ้นท่ามกลางลูกค้าที่กำลังทานก๋วยเตี๋ยวอย่างเอร็ดอร่อย บางสิ่งบางอย่างทำให้คุณรู้สึกไม่ค่อยดีกับร้านนี้ขึ้นมาเสียอย่างนั้น จนคิดในใจว่าคงไม่กล้บมากินร้านนี้อีกต่อไป เพราะอะไรกันนะ ทั้งๆ ที่น้ำซุปเขาก็อร่อยและที่นั่งก็สบายดี …มันคือประสบการณ์ของคุณอย่างไรล่ะ ที่ได้คะแนนติดลบไปเสียเรียบร้อยแล้ว เรากำลังอยู่ในยุคสมัยของ Experience Economy ที่ซึ่งสินค้าที่หรูเลิศ ที่ตั้งแสนสะดวก และราคาที่ดี ไม่ใช่ปัจจัยชี้ชะตาธุรกิจที่สำคัญที่สุดอีกต่อไป โดย Pine & Gilmore ได้ระบุไว้ในปี 1998 ว่า “ประสบการณ์ เกิดขึ้นเมื่อบริษัทตั้งใจใช้บริการเป็นเวทีและสินค้าเป็นพร็อพ เพื่อเข้าถึงลูกค้าแต่ละคนในรูปแบบหนทางที่พึงสร้างเหตุการณ์ให้เป็นที่น่าจดจำและน่าประทับใจ” เจ้าของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จทั่วโลกในปัจจุบันต่างให้ความสำคัญกับ “ประสบการณ์” นับตั้งแต่การพบหน้าลูกค้าครั้งแรก แผนการตลาด รูปแบบการขาย ห่วงโซ่อุปทาน ไปจนถึงงานบริการหลังการขาย ทุกองค์ประกอบเหล่านี้ล้วนมีส่วนเสริมสร้างประสบการณ์ของลูกค้า ในวันนี้ ประสบการณ์ ได้กลายมาเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตของธุรกิจ องค์กรต่างๆ ทั่วโลกพบว่าเมื่อพวกเขามอบประสบการณ์ที่ดีเลิศแก่ลูกค้า พวกเขาจะได้รับผลตอบแทนทางธุรกิจที่ดีเกินคาด และในทางกลับกัน ประสบการณ์ลูกค้าที่ไม่ดีย่อมนำมาซึ่งบทลงโทษที่ธุรกิจต้องเผชิญ คำถามคือเราจะสร้างประสบการณ์ที่ดีได้อย่างไร? ประการแรกที่เจ้าของธุรกิจต้องเข้าใจ คือ ประสบการณ์ของลูกค้า (Customer Experience) หรือ CX นั้นแตกต่างจาก CRM เราทุกคนรู้จัก CRM หรือการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า (Customer relationship management) ซึ่งทำหน้าที่บริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า โดยระบบ CRM จะให้ข้อมูลเชิงปฎิบัติการ หรือ O-Data (Operational data) ซึ่งจะช่วยบอกได้ว่าลูกค้ามีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์อย่างไร (what) และเมื่อใด (when) บ้าง อย่างไรก็ตาม CRM นั้นมีข้อจำกัด แม้ว่ามันจะสามารถตีแผ่ข้อมูลของสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นแล้วได้อย่างละเอียดละออ มันไม่สามารถอธิบายได้ว่าเหตุการณ์ต่างๆ เหล่านั้นเกิดขึ้นด้วย “เหตุผล” ประการใด (why) สิ่งที่เจ้าของธุรกิจในยุคนี้ต้องเข้าใจ ประการที่สอง คือ การบริหารจัดการประสบการณ์ การบริหารประสบการณ์ (Experience Management) หรือ XM จึงกลายเป็นกลยุทธ์พิชิตเป้าหมายของธุรกิจชั้นนำของโลกในวันนี้ ซึ่งเป็นการผสานข้อมูล …

Continue Reading

เครื่อง HBO เทคโนโลยีทันสมัยเพื่อคนรักออกกำลังกาย-ลดความเครียดนวัตกรรมล่าสุดจากญี่ปุ่น

ดร.พิมพ์ขวัญ บุญจิตต์พิมล ผู้อำนวยการศูนย์ผิวหนังและการชะลอวัย แบรนด์ Vital Glow Skin & Aesthetic เปิดเผยว่า นวัตกรรมสุขภาพในยุค 4.0 ด้วยเทคโนโลยีเครื่อง Hyperbaric Oxygen Therapy หรือเรียกว่า HBO เป็นการรักษาทางการแพทย์วิธีหนึ่งด้วยการให้ผู้ป่วยหายใจรับออกซิเจนบริสุทธิ์ ภายใต้สภาพความกดบรรยากาศสูงภายในห้องปรับบรรยากาศ เรียกว่าอุโมงค์ออกซิเจน Hyperbaric Chamber โดยการรักษาด้วยวิธีนี้จะทำให้ร่างกายผู้ป่วยได้รับออกซิเจนในปริมาณสูงกว่าปกติหลายเท่า ส่งผลดีต่อการรักษาโรคต่างๆที่เกิดจากภาวะร่างกายขาดออกซิเจน นอกจากนี้ Hyperbaric Oxygen Therapy ถึงประเทศไทยเป็นเครื่องแรกด้วยนวัตกรรมจากญี่ปุ่นโดยมีลักษณะเป็นกล่องสี่เหลี่ยมขนาด 2 x1.5×2.1 เมตร มาพร้อมกับการรับรองมาตรฐานจาก ISO 13485 LL-C (Certification Medical equipment quality management system) Hyperbaric Oxygen Therapy คือวิวัฒนาการด้านการดูแลสุขภาพอีกรูปแบบหนึ่งที่คนรักสุขภาพ ออกกำลังกายต้องชื่นชอบ สามารถใช้บริการได้ทุกวัน กลุ่มเป้าหมายตั้งแต่อายุ 13-89 ปี ข้อกำจัดคือหากเป็นโรคประจำตัวโรคหัวใจหรือโรคความดันต่ำอาจต้องปรึกษาแพทย์ก่อนใช้บริการ ส่วนคนตั้งครรภ์งดใช้บริการเครื่อง HBO เพื่อความปลอดภัย โดยคุณสมบัติที่โดดเด่นของการนั่งสูดออกซิเจนบริสุทธิ์อาทิ ลดภูมิแพ้ สามารถช่วยบำบัดเรื่องความเครียด,พัฒนาความทรงจำ ,ลดอาการปวดหัวจากการมีออกซิเจนไม่เพียงพอ,ลดอาการปวดหัวไมเกรน นับเป็นการช่วยเรื่องการอ่อนเพลียเมื่อยล้าจากการขาดออกซิเจน เป็นการช่วยเพิ่มการไหลเวียนของออกซิเจนภายในเลือด รักษาสมดุลในร่างกาย,ช่วยเผาผลาญไขมันในร่างกาย ส่งผลดีต่อประสิทธิภาพการออกกำลังกายให้ยาวนานเพิ่มขึ้น ช่วยบำบัดระบบภายในที่ยังส่งผลต่อผิวพรรณให้สดใส เรียกว่าสวยจากภายในสู่ภายนอก เป็นตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย เป็นวิธีการที่รักษาสุขภาพแบบง่ายในยุคไอทีก้าวล้ำแบบนี้ ซึ่งเมื่อใช้บริการอยู่สามารถสื่อสารมือถือในเรื่องงานได้ตลอดเวลาใช้บริการ 60-90 นาทีได้อย่างสบายๆ ความล้ำสมัยมาคู่สุขภาพครั้งแรกของประเทศไทยทีเดียว อย่างไรก็ตามเตรียมจะเปิดใช้บริการเครื่อง HBO ณ ใจกลางย่านทองหล่อ เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าไทยและลูกค้าต่างชาติ คาดว่าจะได้รับการตอบรับสูงจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย เนื่องจากกระแสการรักสุขภาพมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เครดิต : (สยามรัฐ) https://siamrath.co.th

Continue Reading

ดึงโซลูชัน NB-IoT ประยุกต์ใช้กับประกันรถ

นายยงสิทธิ์ โรจน์ศรีกุล หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กรแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ เอไอเอส เปิดเผยว่า เอไอเอสในฐานะ Digital Life Service Provider จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมดิจิทัล เพื่อสนับสนุนการเกิดขึ้นของ Business Model ใหม่ๆ โดยเอไอเอสมีความยินดีที่บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน) เลือกใช้โซลูชัน NB-IoT Motor Tracker for UBI ในการเพิ่มขีดความสามารถให้กับผลิตภัณฑ์ประกันภัยรถยนต์ของไทยวิวัฒน์ โดยอุปกรณ์ดังกล่าวจะสามารถส่งข้อมูลได้แบบเรียลไทม์ผ่านเครือข่าย NB-IoT เมื่อมีการสตาร์ทและดับเครื่องของรถที่ทำประกันรถเปิด-ปิด ทำให้บริษัทประกันภัยได้รับข้อมูลที่มีความแม่นยำ ถูกต้อง และให้การดูแลลูกค้าขององค์กรได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการนำเทคโนโลยี NB-IoT มาเสริมศักยภาพการบริการให้กับธุรกิจประกันภัย ด้านนายจีรพันธ์ อัศวะธนกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ กล่าวว่า สำหรับโซลูชัน NB-IoT Motor Tracker for UBI จะทำงานโดยใช้เทคโนโลยีติดตามการทำงานของยานพาหนะบนเครือข่าย NB-IoT เมื่อมีการสตาร์ทรถยนต์ อุปกรณ์? IoT จะส่งค่า Engine Start ผ่านแพลตฟอร์ม AIS IoT และมาประมวลผลยัง Thaivivat Server พร้อมแจ้งเตือนไปยังแอปพลิเคชัน Thaivivat Motor เพื่อเริ่มต้นเปิดประกันภัยโดยอัตโนมัติ และเมื่อดับเครื่องยนต์ อุปกรณ์? IoT ก็จะส่งค่า Engine Stop กลับมาอีกครั้ง เพื่อปิดประกันอัตโนมัติ ช่วยอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าไม่ต้องเสียเวลาเปิด-ปิดด้วยตัวเองอีกต่อไป หรือในกรณีรถอยู่ในพื้นที่ห่างไกล อุปกรณ์จะเก็บข้อมูลไว้ และเมื่อเชื่อมต่อสัญญาณ NB-IoT จะส่งข้อมูลให้กับระบบทันที เครดิต : (INNnews) https://www.innnews.co.th

Continue Reading

นักวิจัยคิดค้นแอปพลิเคชั่นตรวจ “หูอักเสบในเด็ก” เบื้องต้นโดยไม่ต้องพบแพทย์

คณะนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยวอชิงตันได้คิดค้นแอพในโทรศัพท์สมาร์ทโฟน ที่ใช้คู่กับกรวยกระดาษในการตรวจอาการหูอักเสบในเด็ก เพื่อช่วยให้พ่อแม่ตัดสินใจว่าควรพาลูกไปพบแพทย์หรือไม่ วารสาร Science Transnational Medicine อธิบายไว้ว่า แอพนี้จะทำงานโดยการเปิดเสียงที่คล้ายๆ กับเสียงร้องของนก ส่งผ่านเข้าไปในช่องหูของเด็กๆ โดยใช้กรวยที่ทำขึ้นมา เสียงดังกล่าวจะถูกเปิดอยู่เป็นเวลา 1.2 วินาที จากนั้นใช้ไมโครโฟนของโทรศัพท์เพื่อฟังดูว่ามีของเหลวหรือหนองสะสมอยู่หลังแก้วหู ในหูชั้นกลางหรือไม่ ถ้ามีรูปแบบเสียงของเสียงที่สะท้อนกลับมาจะบ่งบอกว่ามีการติดเชื้อ Shyam Gollakota หัวหน้าห้องปฏิบัติการทดลองที่พัฒนาโครงการนี้ขึ้นมา กล่าวว่า วิธีคิดของแอพนี้ก็เหมือนๆ กับแก้วไวน์ หากเคาะที่แก้วไวน์จะได้เสียงที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับระดับของของเหลวในแก้วไวน์นั้น และว่า จากการใช้แอพนี้ตรวจผู้ป่วยราว 100 คน มีอัตราการประสบความสำเร็จอยู่ที่ 85% และดูเหมือนว่าจะแม่นยำกว่าการให้คุณหมอตรวจด้วยตาอีกด้วย อย่างไรก็ตาม หากตรวจพบว่ามีการติดเชื้อแล้ว ผู้ปกครองก็ยังต้องพาบุตรไปพบแพทย์เพื่อยืนยันผลการตรวจและรับใบสั่งยา Gollakota เปรียบเทียบการใช้แอพนี้ว่า เหมือนกับการใช้ปรอทวัดไข้ เพื่อช่วยในการตัดสินใจว่าควรจะไปพบแพทย์หรือไม่ แอพที่ใช้ตรวจการติดเชื้อในหูนี้ เป็นเพียงหนึ่งในหลายๆ แนวคิดที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาโดยใช้เทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือเข้ามาช่วยในเรื่องของสุขภาพ เพื่อแก้ไขปัญหาสุขภาพที่ผู้คนเผชิญอยู่ทุกวันนี้ด้วยต้นทุนที่ต่ำลง Shyam Gollakota หวังว่าแอพที่ว่านี้จะได้รับการอนุมัติตามกฎระเบียบภายในสิ้นปีนี้ และสามารถออกวางจำหน่ายได้ภายในต้นปี 2563 เครดิต : (sanook) https://www.sanook.com

Continue Reading