หุ่นยนต์ ‘จะมาแทนที่คนงานในโรงงาน 20 ล้านตำแหน่ง’ ในปี 2030

อ็อกซ์ฟอร์ด อีโคโนมิกส์ บริษัทด้านการวิเคราะห์เศรษฐกิจ ระบุว่า งานในภาคการผลิตทั่วโลกสูงถึง 20 ล้านตำแหน่ง อาจถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์ในปี 2030 อ็อกซ์ฟอร์ด อีโคโนมิกส์ ระบุด้วยว่า ตำแหน่งงานในภาคบริการ ก็จะถูกหุ่นยนต์มาแทนที่ด้วยส่วนหนึ่งเช่นกัน อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของหุ่นยนต์ ก็มีส่วนช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจและเพิ่มตำแหน่งงานด้วย นอกจากนี้ ทางบริษัทยังได้เรียกร้องให้มีการดำเนินการป้องกัน ไม่ให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้ที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน แย่ลงไปกว่าเดิม เพราะการนำหุ่นยนต์มาทำงานแทนคน การเพิ่มขึ้นของหุ่นยนต์ อ็อกซ์ฟอร์ด อีโคโนมิกส์ ระบุว่า การมีหุ่นยนต์อุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 1 ตัว จะมาแทนที่งานในภาคการผลิต 1.6 ตำแหน่งงาน โดยภูมิภาคใดยิ่งมีงานที่ใช้ทักษะน้อยก็จะยิ่งได้รับผลกระทบมากขึ้น อ็อกซ์ฟอร์ด อีโคโนมิกส์ ระบุว่า ภูมิภาคที่คนมีทักษะในการทำงานต่ำกว่า ซึ่งมีแนวโน้มที่จะมีเศรษฐกิจที่อ่อนแอกว่า และมีอัตราการว่างงานที่สูงกว่าภูมิภาคอื่น จะเสี่ยงต่อการสูญเสียตำแหน่งงานให้แก่หุ่นยนต์มากกว่า บทวิเคราะห์ โดย โรรี เซลลัน-โจนส์ ผู้สื่อข่าวเทคโนโลยี เราเห็นการคาดการณ์มาแล้วมากมายว่า หุ่นยนต์จะมาทำงานแทนที่คน ตั้งแต่คนงานในโรงงานไปจนถึงผู้สื่อข่าว ขณะที่งานที่ไม่ได้ใช้แรงงานก็กลับมามีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบด้วย แต่ในรายงานนี้ได้นำเสนอมุมมองบางอย่างที่แตกต่างออกไป โดยเน้นย้ำถึงผลดีในด้านผลิตภาพจากการนำหุ่นยนต์มาใช้งาน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการเติบโต นั่นหมายความว่า แม้จะมีการสูญเสียตำแหน่งงานไป แต่ก็จะมีตำแหน่งงานที่เพิ่มขึ้นด้วย แม้ว่า รายงานนี้จะเห็นว่า หุ่นยนต์เริ่มเข้าไปทำงานในภาคบริการ จากเดิมที่ถูกนำไปใช้งานในภาคการผลิตเป็นส่วนใหญ่ แต่ภาคการผลิตก็จะยังคงได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยเฉพาะในจีน ซึ่งมีแรงงานจำนวนมากที่อาจถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์ ส่วนงานในภาคบริการที่เผชิญความเสี่ยง อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมอย่าง การขนส่ง หรือการก่อสร้าง มากกว่าด้านกฎหมายหรือสื่อมวลชน นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อคนที่มีทักษะในการทำงานต่ำกว่า ที่ย้ายมาจากภาคการผลิตด้วย ความท้าทายสำหรับรัฐบาลต่าง ๆ ก็คือ จะส่งเสริมนวัตกรรมที่หุ่นยนต์ทำงานแทนคนได้เป็นอย่างดีอยู่แล้วอย่างไร ขณะเดียวกันต้องสร้างความมั่นใจว่า จะไม่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในสังคมเพิ่มขึ้นด้วย อ็อกซ์ฟอร์ด อีโคโนมิกส์ ยังพบว่า งานใดที่ต้องทำซ้ำ ๆ ก็จะยิ่งมีความเสี่ยงที่จะถูกนำหุ่นยนต์มาทำงานแทนมากขึ้น ส่วนงานที่จำเป็นต้องใช้ความรู้สึก ความคิดสร้างสรรค์ หรือการเข้าสังคม น่าจะยังต้องใช้คนในการทำงานต่อไป “อีกหลายสิบปี” ทางบริษัทเรียกร้องให้ผู้กำหนดนโยบาย ผู้นำภาคธุรกิจ แรงงาน และครู ช่วยกันคิดว่า จะพัฒนาทักษะแรงงานอย่างไรให้สอดคล้องกับการที่มีหุ่นยนต์มาทำงานแทนคนเพิ่มขึ้น นับตั้งแต่ปี 2000 ภาคการผลิตมีการนำหุ่นยนต์มาทำงานแทนคนแล้วราว 1.7 ล้านตำแหน่งงาน รวมถึง 400,000 ตำแหน่งงานในยุโรป …

Continue Reading

หัวเว่ย เปิดตัว Ascend 910 โพรเซสเซอร์ AI ทรงพลังที่สุดในโลก และ MindSpore เฟรมเวิร์กการประมวลผล AI

หัวเว่ยเปิดตัว Ascend 910 โพรเซสเซอร์ AI ที่ทรงพลังที่สุดในโลก และ MindSpore เฟรมเวิร์กการประมวลผล AI สำหรับทุกสถานการณ์ “โครงการของเรามีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ที่เราประกาศกลยุทธ์ที่มุ่งเน้น AI ไปเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว” มร. อีริค สวี่ ประธานกรรมการบริหารแบบหมุนเวียนตามวาระ กล่าว “ทุกอย่างดำเนินไปตามแผน ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนาไปจนถึงการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ เราได้ให้สัญญาไว้ว่าจะสร้างพอร์ตโฟลิโอ AI ที่ครบวงจรสำหรับทุกสถานการณ์ และวันนี้เราทำสำเร็จแล้ว ด้วยการเปิดตัว Ascend 910 และ MindSpore การเปิดตัววันนี้นับเป็นความสำเร็จอีกขั้นจากกลยุทธ์ AI ของหัวเว่ย” มร. อีริค สวี่ ประธานกรรมการบริหารแบบหมุนเวียนตามวาระ ประกาศการเปิดตัว Ascend 910 โพรเซสเซอร์ AI และ MindSpore เฟรมเวิร์กการประมวลผล AI Ascend 910 ประสิทธิภาพในการประมวลผลที่เหนือกว่าโพสเซสเซอร์ AI ทั้งหมดที่มีอยู่ในโลกนี้ Ascend 910 เป็นโพสเซสเซอร์ AI ใหม่จากชิปเซ็ตในซีรีส์ Ascend-Max ของหัวเว่ย โดยหัวเว่ยได้ประกาศสเปกที่คาดไว้ของโพสเซสเซอร์ตัวนี้ในงานหัวเว่ย คอนเน็กต์ 2018 หลังจากที่ได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ผลการทดสอบแสดงให้เห็นว่าโพรเซสเซอร์ Ascend 910 บรรลุเป้าหมายด้านประสิทธิภาพโดยใช้พลังงานน้อยกว่าที่คาดไว้มาก ในการทดสอบจำนวนจุดลอยตัวแบบฮาล์ฟ เพรซิชั่น (FP16) Ascend 910 ทำความเร็วเท่ากับ 256 เทราฟล็อปส์ และทำความเร็วเท่ากับ 512 เทราฟล็อปส์ สำหรับการคำนวณอินเทอเจอร์ เพรซิชั่น (INT8) นอกจากประสิทธิภาพจะเหนือกว่าแบบเทียบกันไม่ติดแล้ว อัตราการใช้พลังงานสูงสุดของ Ascend 910 ยังอยู่ที่ 310 วัตต์อีกด้วย ซึ่งน้อยกว่าสเปกที่คาดการณ์ไว้ที่ 350 วัตต์ “Ascend 910 ทรงพลังกว่าที่เราคิดไว้มาก” มร. สวี่ กล่าว “พลังในการประมวลผลของตัวนี้นั้นเหนือกว่าโพสเซสเซอร์ AI …

Continue Reading

หิ่งห้อยตัวจิ๋วช่วยพัฒนาหลอดไฟให้สว่างขึ้นได้อย่างไร

หิ่งห้อย แมลงปีกแข็งที่เปล่งแสงระยิบระยับในยามค่ำคืน นอกจากจะสร้างความงดงามให้ผู้ได้พบเห็นแล้ว ยังช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้นักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งในการพัฒนาหลอดไฟฟ้าแอลอีดี (LED) ให้สว่างไสวยิ่งขึ้นด้วย ศาสตราจารย์ฌอง ปอล วีนเยอรอง นักฟิสิกส์ชาวเบลเยียม ได้พบเห็นหิ่งห้อยขณะเดินทางไปยังทวีปอเมริกากลาง และนำพวกมันกลับไปศึกษาต่อที่ห้องแล็บ หิ่งห้อยมีลักษณะพิเศษตรงที่มีอวัยวะเรืองแสงบริเวณส่วนท้องด้านล่าง โดยแสงจะส่องผ่านชั้นเปลือกแข็งของมัน ซึ่งจากการศึกษา ศ.วีนเยอรอง และคณะ พบว่า เปลือกที่ว่านี้มีโครงสร้างคล้ายเกล็ดปลา ซึ่งยื่นออกมาในมุมที่แตกต่างกัน ทำให้เปล่งแสงออกมาได้มาก ทีมวิจัยพบว่า ปลายเกล็ดที่ยื่นออกมาเอียงทำมุมเหมือนหลังคาโรงงานอุตสาหกรรม พวกเขาจึงเลียนแบบลักษณะเด่นนี้เพื่อทำให้หลอดไฟ LED สว่างขึ้น โดยเคลือบวัสดุไวต่อแสงด้านบนหลอดไฟ LED แบบธรรมดา แล้วใช้เลเซอร์ทำให้มันมีพื้นผิวเหมือนหลังคาโรงงาน ซึ่งผลที่ได้คือทำให้หลอดไฟมีแสงสว่างเพิ่มขึ้นกว่า 50% และเป็นการใช้พลังงานไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด หิ่งห้อยส่องแสงได้อย่างไร ข้อมูลจากเว็บไซต์สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ระบุว่า หิ่งห้อยมีอวัยวะที่ทําให้เกิดแสงอยู่บริเวณส่วนท้องด้านล่าง โดยเพศผู้มีอวัยวะทําแสงสองปล้อง ส่วนเพศเมียมีปล้องเดียว แต่บางชนิดตัวเต็มวัยเพศเมียมีรูปร่างลักษณะคล้ายหนอน มีอวัยวะทําแสงด้านข้างของลําตัวเกือบทุกปล้อง แสงของหิ่งห้อยเกิดจากปฏิกิริยาเคมีสารลูซิเฟอริน (Luciferin) ที่อยู่ในอวัยวะทําแสงกับออกซิเจน โดยมีเอนไซม์ลูซิเฟอเรส (Luciferase) เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา และมีสารอดีโนซีนไตรฟอสเฟต (Adenosine Triphosphate) เป็นตัวให้พลังงานทําให้เกิดแสง โดยจังหวะของการกะพริบแสงของหิ่งห้อยจะใช้ในการสื่อสารระหว่างกัน รวมไปถึงเป็นการส่งสัญญาณสื่อ “ภาษารัก” เพื่อจับคู่ผสมพันธุ์ เครดิต : (BBC) https://www.bbc.com/thai

Continue Reading

อันตรายแค่ไหน เมื่อ AI เขียนข่าวปลอมเองได้

OpenAI บริษัทค้นคว้าวิจัยด้านปัญญาประดิษฐ์ในนครซานฟรานซิสโก สหรัฐฯ เปิดตัว ปัญญาประดิษฐ์ที่เขียนตัวอักษรเองได้ (the text generator) ซึ่งหลายฝ่ายกังวลว่าจะถูกนำไปสร้างข่าวปลอม หรือข้อความสแปม (ข่าวขยะ) ที่มีลักษณะรังแกเหยียดหยาม ในโซเชียลมีเดีย ก่อนหน้านี้บริษัทจัดว่าโปรแกรมนี้อันตรายเกินไปที่จะเปิดให้สาธารณะใช้ แต่ตอนนี้ได้เผยแพร่ระบบรุ่นใหม่ซึ่งทรงพลังมากกว่าเดิมออกมาแล้ว บีบีซีและผู้เชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์ ทดลองใช้ระบบที่ชื่อว่า GPT-2 นี้ดู ซึ่งเป็นระบบที่สร้างจากฐานข้อมูลจากหน้าเว็บถึง 8 ล้านแห่ง และสามารถสร้างข้อความใหม่ขึ้นโดยใช้ฐานจากข้อความเริ่มต้นที่คนป้อนไปให้ ระบบสามารถเขียนกลอนเชกสเปียร์ต่อจนจบบท และเขียนบทความเองได้ ทริสตัน กรีน เขียนบทความลงในเว็บไซต์ด้านเทคโนโลยี The Next Web ว่า เขารู้สึกกังวลกับระบบ GPT-2 เพราะ “มันเป็นตัวแทนของเทคโนโลยีประเภทที่มนุษย์คิดร้ายจะใช้ในการชักจูงผู้คน และผมคิดว่ามันอันตรายกว่าปืนชนิดไหน ๆ เสียอีก” บีบีซีทดลองใช้ระบบด้วยการใส่ประโยค 2-3 ประโยคจากข่าวจริงของบีบีซีที่ระบุว่า : “Sogou เว็บไซต์ค้นหาของจีนได้สร้างคนหน้าเหมือนจากปัญญาประดิษฐ์เพื่ออ่านนวนิยายยอดนิยมด้วยเสียงของผู้เขียน” และนี่คือผลลัพธ์ที่เอไอเขียนขึ้นมา : “นักวิจัยระบุว่า วิธีการอ่านนี้ไม่ใช่แค่สิ่งประดิษฐ์ของผู้ใช้ Amazon Kindle เท่านั้น ผู้ใช้อุปกรณ์ของ Android ยังเป็นกลุ่มตลาดที่สำคัญสำหรับการอ่านแบบปลอม ๆ อีกด้วย มีหลายทฤษฎีที่จะช่วยอธิบายสิ่งนี้…” นี่คือข่าวจริงที่คุณสามารถลองอ่านเปรียบเทียบดูได้ โนเอล ชาร์คีย์ ศ.ด้านคอมพิวเตอร์จากมหาวิทยาลัยเชฟฟีลด์ ได้ทำการทดลองใช้ระบบนี้เช่นกัน แต่ก็ไม่ประทับใจเท่าไรนัก “ถ้าซอฟต์แวร์ทำงานได้ดีเท่ากับที่ OpenAl อ้าง มันจะสามารถสร้างข่าวปลอมหรือข้อความปลอมที่ล่อให้คนคลิกได้ง่ายมาก แต่โชคดีที่ระบบ ณ ตอนนี้ ยังสร้างข้อความที่ฟังดูตลก และไม่เชื่อมโยงกันกับข้อความตั้งต้นที่ให้ไป” ชาร์คีย์ ใส่ข้อความตั้งต้นไปว่า ไก่งวงเกลียดเทศกาลคริสต์มาส (Turkeys hate Christmas) แต่ข้อความที่ได้กลับมาคือ “ตุรกีเป็นชาติเดียวในโลกที่ไม่ฉลองเทศกาลคริสต์มาส” (Turkey is the only nation in the world that doesn’t celebrate Christmas) เดฟ คอพลิน ผู้ก่อตั้งบริษัทให้คำปรึกษาด้านปัญญาประดิษฐ์ The Envisioners ได้ลองทดลองระบบนี้เช่นกันโดยใส่คำตั้งต้นไปว่า “ชายคนหนึ่งเดินเข้าบาร์…” …

Continue Reading

บริษัทจีนมีแผน “โอนถ่ายความทรงจำ” จากสัตว์เลี้ยงต้นแบบสู่ตัวโคลนในอนาคต

บริษัทซิโนยีน ไบโอเทคโนโลยี (Sinogene Biotechnology) ธุรกิจเอกชนด้านเทคโนโลยีชีวภาพของจีน เปิดตัวลูกแมวชื่อ “ต้าซ่วน” หรือ “น้องกระเทียม” ซึ่งเป็นแมวที่โคลนได้สำเร็จเป็นตัวแรกของประเทศ ทั้งยังเผยแผนการพัฒนาธุรกิจโคลนสัตว์เลี้ยงซึ่งกำลังเป็นที่นิยมให้ก้าวล้ำไปอีกขั้น โดยจะเร่งวิจัยเพื่อหาทาง “โอนถ่ายความทรงจำ” จากสัตว์ตัวต้นแบบมาสู่ตัวโคลนให้ได้ในอนาคต หนังสือพิมพ์โกลบอลไทมส์ของทางการจีนรายงานว่า ทางบริษัทซิโนยีนฯ ได้แถลงถึงแผนการที่เตรียมจะนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) รวมทั้งระบบ Human – Machine Interface (HMI) ซึ่งเชื่อมต่อการสื่อสารระหว่างคนและเครื่องจักร มาใช้เก็บข้อมูลความทรงจำของสัตว์เลี้ยงตัวต้นแบบ หรือแม้กระทั่งถ่ายโอนความทรงจำดังกล่าวให้กับสัตว์ที่โคลนจากตัวต้นแบบได้ในอนาคต อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทไม่ได้ชี้แจงในรายละเอียดว่าการพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่ปรากฏว่าการถ่ายโอนความทรงจำในสิ่งมีชีวิตนั้นสามารถทำได้ นายไหล เหลียงเสวีย หัวหน้าทีมนักวิทยาศาสตร์ของบริษัทซิโนยีนฯ บอกว่า สัตว์ที่เกิดจากการโคลนนั้นแม้จะมีรูปร่างหน้าตาและข้อมูลทางพันธุกรรมเหมือนกับสัตว์ตัวต้นแบบทุกประการ แต่ก็มีบุคลิก อารมณ์ความรู้สึก และลักษณะนิสัยที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ซึ่งความแตกต่างตรงนี้เจ้าของสัตว์เลี้ยงบางคนที่นำสัตว์ตัวโปรดมาโคลนทำสำเนาเอาไว้ก็อาจจะไม่ต้องการ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ธุรกิจรับโคลนสัตว์เลี้ยงที่เสียชีวิตลงเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นในหมู่ชาวจีน โดยเป็นบริการที่ช่วยปลอบประโลมเจ้าของที่ต้องสูญเสียสัตว์เลี้ยงแสนรักไปให้ไม่ต้องรู้สึกเศร้าโศกเสียใจมากนัก เพราะยังมีตัวโคลนที่รูปร่างหน้าตาเหมือนกันทุกประการมาทดแทน เสมือนว่าสัตว์เลี้ยงตัวเดิมไม่ได้จากไปไหน ในกรณีของ “น้องกระเทียม” ลูกแมวโคลนตัวล่าสุดนั้น เจ้าของบอกว่าตัดสินใจว่าจ้างให้บริษัทซิโนยีนฯ ทำการโคลนแมวตัวโปรดที่ตายลงเพราะโรคทางเดินปัสสาวะ โดยมีสนนราคาค่าบริการที่ 250,000 หยวน หรือราว 1.1 ล้านบาท ส่วนการโคลนสุนัขนั้นจะมีราคาแพงกว่าที่ 380,000 หยวน หรือราว 1.6 ล้านบาท เมื่อปีที่แล้วบริษัทเดียวกันได้โคลนสุนัขพันทางชื่อ “กั่วจือ” ซึ่งเป็นดาวดังทางโทรทัศน์ของจีนได้สำเร็จ โดยเพาะเซลล์ที่ได้จากสุนัขต้นแบบให้กลายเป็นตัวอ่อนเสียก่อน แล้วจึงปลูกถ่ายตัวอ่อนนั้นเข้าไปในครรภ์ของสัตว์ที่เป็นแม่อุ้มบุญ ซึ่งจะอุ้มท้องและคลอดลูกสุนัขที่เหมือนกับตัวต้นแบบทุกประการเมื่อครบกำหนด แม้การโคลนสิ่งมีชีวิตจะมีปัญหาในทางเทคนิคและจริยธรรมอยู่บ้าง เนื่องจากสัตว์ที่เกิดมาด้วยวิธีนี้มักมีปัญหาทางสุขภาพและมีอายุสั้นกว่าสัตว์ชนิดเดียวกันที่เกิดมาด้วยวิธีธรรมชาติ แต่นายไหลยืนยันว่าสุนัขและแมวที่เกิดจากการโคลนของทางบริษัท มีแนวโน้มจะมีอายุขัยเฉลี่ยเท่ากับสัตว์ชนิดเดียวกันโดยทั่วไป เครดิต : (BBC) https://www.bbc.com/thai

Continue Reading

นวัตกรรมอัจฉริยะ คอนแทคเลนส์อันแรกของโลกที่ถ่ายภาพ+วิดีโอได้

โดย ศรีสิทธิ์ วงศ์วรจรรย์ : ดูเหมือนว่าเทคโนโลยีไฮเทคที่เรามักจะเห็นในหนังสายลับต่างๆ จะไม่ได้มีให้เห็นแค่ในจออีกต่อไป แต่เรากำลังจะได้ใช้จริงแล้ว เพราะล่าสุดบริษัท SONY ได้พัฒนาคอนแทคเลนส์ให้เป็นสิ่งของที่มีนวัตกรรมอัจฉริยะมากขึ้น โดยทำให้สิ่งนี้สามารถถ่ายภาพนิ่งและบันทึกภาพเคลื่อนไหวได้ด้วยการกะพริบตาเท่านั้น โดยบริษัท SONY ได้นำเทคโนโลยี Nikola Tesla มาพัฒนากับตัวคอนแทคเลนส์อัจฉริยะนี้ ซึ่งในคอนแทคเลนส์จะประกอบไปด้วยการถ่ายภาพ ชุดคุมส่วนกลาง เสาอากาศ พื้นที่เก็บคลังข้อมูล และเซ็นเซอร์ ซึ่งมีการทดลองจนประสบความสำเร็จ และได้ทำการยื่นขอจดสิทธิบัตรเทคโนโลยีนี้ขึ้น ในส่วนของการทำงานของคอนแทคเลนส์อัจฉริยะนี้ จะทำการบันทึกภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวเวลาที่กะพริบตาเพื่อตั้งใจถ่ายภาพ โดยจะมีเซ็นเซอร์เพื่อแยกว่าตอนไหนคือการกะพริบตาปกติแบบไม่รู้ตัว และเวลาไหนคือการกะพริบตาเพื่อตั้งใจถ่ายภาพ โดยทาง SONY ได้อธิบายไว้ว่า ปกติแล้วคนเราจะกะพริบตา 0.2 – 0.4 วินาที ต่อครั้ง แต่หากเรากะพริบตาเกินกว่า 0.5 วินาที ต่อครั้ง ซึ่งถือว่าผิดปกติจากการกะพริบตาของมนุษย์ จะทำให้คอนแทคเลนส์ทำการบันทึกภาพและภาพเคลื่อนไหวในตอนนั้น นอกจากนี้คอนแทคเลนส์อัจฉริยะนี้ยังทำงานแบบไร้สาย โดยใช้คลื่นวิทยุกับการเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าของเทคโนโลยี Nikola Tesla มาทำให้เป็นการทำงานแบบไร้สาย ซึ่งแหล่งพลังงานจะมาจากสมาร์ตโฟน คอมพิวเตอร์ หรือแท็บเล็ตที่เชื่อมต่อ ซึ่งจะสามารถทำการซูมและโฟกัสอัตโนมัติได้ด้วย แต่อย่างไรก็ตาม คอนแทคเลนส์อัจฉริยะนี้น่าจะยังต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบต่างๆ เพื่อให้มั่นใจและแน่ใจว่าปลอดภัย มีความเหมาะสม และเป็นนวัตกรรมชั้นดีที่พร้อมจะออกสู่ตลาดให้เราได้ใช้มันจริงๆ เครดิต : (sanook) https://www.sanook.com

Continue Reading

Samsung หนุนนวัตกรรม ก้าวข้ามผ่านข้อจำกัดผู้พิการทางสายตา ด้วยเทคโนโลยีสมาร์ทโฟน

คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า ผู้พิการทางสายตามีข้อจำกัดในการดำเนินชีวิตมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้ชีวิตประจำวัน การทำงาน ทำกิจกรรมต่างๆ และการเข้าถึงเทคโนโลยี หลายครั้งที่คนทั่วไปเกิดความสงสัยว่า ผู้พิการทางสายตาจะสามารถใช้ชีวิตอย่างไรในโลกที่เทคโนโลยีได้เปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตของผู้คนอย่างรวดเร็ว คำถามต่างๆ เช่น พวกเขาสามารถดูหนังในโรงภาพยนตร์ได้หรือไม่ เวลาไปเที่ยวสถานที่สวยงามต่างๆ จะชื่นชมธรรมชาติและภาพความงดงามนั้นอย่างไร และสามารถถ่ายทอดประสบการณ์ ความทรงจำดีๆ ผ่านโซเชียลมิเดียให้กับเพื่อนๆ ได้ร่วมรับรู้ถึงความสุขและช่วงเวลาดีๆ เหล่านั้นได้เหมือนกับคนทั่วไปหรือไม่ คำตอบที่หลายคนฟังแล้วคาดไม่ถึงก็คือ “ได้!” โดยเทคโนโลยีนี่แหล่ะที่เป็นตัวทำลายกำแพงและข้อจำกัดด้านร่างกาย (นางสาวฐิติกาญ สุนทรวิรุฬโรฒ ผู้พิการทางสายตา พนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง) “เทคโนโลยีทุกวันนี้ช่วยให้คนตาบอดสามารถใช้ชีวิตได้เหมือนคนทั่วไป ภายในช่วงประมาณ 5 ปีที่ผ่านมา สมาร์ทโฟนเป็นนวัตกรรมที่ช่วยให้ชีวิตสะดวกขึ้นมาก โดยส่วนตัวเป็นคนชอบเรียนรู้และพยายามเปิดใจลองทุกอย่าง ฟีเจอร์อย่าง Accessibility จะมีฟังก์ชั่นที่เรียกว่า Screen Reader และ Voice Assistant ซึ่งจะช่วยแปลงทุกอย่างที่อยู่บนหน้าจอ ไม่ว่าจะเป็นข้อความหรือรูปภาพให้กลายเป็นเสียง สามารถอธิบายสิ่งต่างๆ ได้อย่างละเอียด เวลาไปทานข้าวที่ร้านอาหารก็ทำให้สามารถอ่านเมนูอาหารได้ตามปกติเหมือนคนทั่วไป บนสมาร์ทโฟนจะมีแอปพลิเคชันต่างๆ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตประจำวันให้กับผู้พิการอยู่หลายแอปฯ เช่น ‘Be My Eyes’ เป็นแอปพลิเคชันที่ช่วยเหลือคนพิการทางสายตา โดยถ้าคนพิการต้องการความช่วยเหลือจะสามารถ Video Call ไปที่อาสาสมัคร เพื่อให้อาสาสมัครช่วยอธิบายลักษณะสิ่งของหรือสภาพแวดล้อมโดยรอบ หรือถ้าเดินหลงทางก็สามารถแจ้งให้อาสาสมัครช่วยอธิบายและบอกทางให้ได้ หรือถ้าต้องการดูหนังก็มีแอปพลิเคชัน ‘พรรณนา’ ที่บรรยายสิ่งที่ฉายอยู่ยนหน้าจอให้เรารู้ ทำให้สามารถจินตนาการได้เหมือนดูภาพจากจอเทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยให้การดำเนินชีวิตในปัจจุบันสะดวกขึ้นมากๆ” นางสาวฐิติกาญ สุนทรวิรุฬโรฒ หรือคุณแอน ผู้พิการทางสายตา พนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง เล่าถึงบทบาทของสมาร์ทโฟนที่มีต่อการใช้ชีวิตประจำวันของเธอ นายบุญประเสริฐ สัตตานุสรณ์ ผู้พิการทางสายตา อาชีพข้าราชการ กล่าวเสริมว่า “เทคโนโลยีในปัจจุบันทำให้ผู้พิการสามารถใช้ชีวิตได้เหมือนคนทั่วไป ส่วนตัวเป็นคนชอบอ่านหนังสือและใช้แอปพลิเคชันที่ชื่อว่า “Tap2Read” ซึ่งในนั้นเป็นเหมือนห้องสมุดที่มีหนังสือทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นนวนิยาย งานวิจัยต่างๆ โดยแทนที่จะอ่านเป็นตัวอักษรก็ฟังเป็นเสียงแทน อ่านโดยอาสาสมัครที่มาช่วยอ่านและอัดเทปไว้ สมาร์ทโฟนเปลี่ยนชีวิตอย่างมาก ไม่ใช่แค่ผู้พิการเท่านั้นที่ได้รับประโยชน์จากนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ได้ถูกคิดค้นขึ้น แต่ทุกคนได้ใช้ประโยชน์และมีชีวิตที่สะดวกสบายมากขึ้น เช่น ทำธุรกรรมการเงิน เรียกรถโดยสาร ผ่านสมาร์ทโฟน ทำให้สามารถเข้าถึงสิ่งต่างๆ ได้เหมือนกับคนปกติโดยไม่มีอุปสรรค” pananaapp (แอปพลิเคชัน ‘พรรณา’ ช่วยบรรยายสิ่งอยู่บนหน้าจอ ทำให้ผู้พิการทางสายตาสามารถจินตนาการได้เหมือนดูภาพ) ด้วยฟีเจอร์ ‘การช่วยเหลือในการเข้าถึง’ หรือ Accessibility บนระบบปฎิบัติการแอนดรอยด์ ที่ออกแบบขึ้นเพื่อให้ทุกคนสามารถใช้สมาร์ทโฟนได้ …

Continue Reading

ความกังวลเรื่องการใช้เทคโนโลยี ‘จดจำใบหน้า’ เริ่มลามไปทั่วโลก

ซานฟรานซิสโกได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงของเทคโนโลยีแห่งหนึ่งของโลก แต่เมื่อไม่นานมานี้ ซานฟรานซิสโกกลับเป็นเมืองแรกในสหรัฐอเมริกาที่ออกกฎหมายห้ามไม่ให้ตำรวจและหน่วยงานของรัฐฯ ใช้เทคโนโลยี Facial Recognition หรือเทคโนโลยี “จดจำใบหน้า” โดยผู้ที่สนับสนุนมาตรการนี้กล่าวว่า เทคโนโลยีดังกล่าวเป็นภัยคุกคามต่อเสรีภาพของประชาชน นายเนธาน เชียร์ด ผู้จัดกิจกรรมรณรงค์ระดับรากหญ้า ของมูลนิธิ Electronic Frontier Foundation กล่าวกับวีโอเอว่า เทคโนโลยีนี้ทำให้หลายคนกังวลเรื่องผลกระทบต่อเสรีภาพในการแสดงออก “ด้วยเหตุที่เทคโนโลยีนี้จะช่วยให้หน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายและหน่วยงานอื่น ๆ ของรัฐฯ สามารถแทรค หรือติดตามพลเมืองได้ อาจจะมีผลกระทบต่อสิทธิในการแสดงออกของประชาชน ตามบทบัญญัติเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ฉบับที่ 1 หรือ First Amendment ซึ่งเป็นประเด็นที่ทำให้หลายคนกังวลใจมาก” ในขณะที่ซานฟรานซิสโกออกกฎหมายออกมาห้ามใช้เทคโนโลยี Facial Recognition ในฝั่งของจีน กลับมีการเอาไปใช้งานด้านความมั่นคงในประเทศอย่างแพร่หลาย ถึงขนาดมีการเอาไปใช้ในการแจกจ่ายกระดาษชำระในห้องน้ำสาธารณะ เทคโนโลยี Facial Recognition นี้ไม่ใช่เทคโนโลยีที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ แต่ในเวลาเพียงไม่กี่ปี ก็ได้เป็นเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาต่อยอดให้ก้าวหน้าล้ำลึกไปมาก บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ อย่าง Apple ก็เป็นบริษัทหนึ่งที่นำเอาเทคโนโลยี “จดจำใบหน้า” มาใช้เป็นกลไกในการปลดล็อคโทรศัพท์ไอโฟนรุ่นล่าสุด บริษัท อี คอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่อย่าง แอมะซอน ก็ใช้เทคโนโลยีนี้เช่นกัน ซึ่งที่ผ่านมา ผู้ถือหุ้นของ แอมะซอน ได้เคยมีการลงมติเพื่อจำกัดการใช้เทคโนโลยีดังกล่าว แต่ก็ไร้ผลทั้งสองครั้ง สภาคองเกรส หรือรัฐสภาของสหรัฐฯ กำลังมีการประเมินกันอยู่ว่า เทคโนโลยี Facial Recognition มีผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพพลเมืองอย่างไรบ้าง ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการใช้ เทคโนโลยีนี้กล่าวว่า บางครั้งมีปัญหาในการนำเทคโนโลยี “จดจำใบหน้า” ไปใช้ โดยเฉพาะในการใช้แยกแยะใบหน้าของผู้หญิง และคนผิวสี จอย บูว์ลัมวีนี ผู้ก่อตั้ง Algorithmic Justice League องค์กรที่ส่งเสริมการใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial Intelligence อย่างมีจริยธรรม กล่าวต่อสภาคองเกรสของสหรัฐฯ ว่าควรจะมีการยับยั้งการใช้ เทคโนโลยี Facial Recognition จนกว่าจะมีการศึกษาผลกระทบ “อย่างน้อยคองเกรสน่าจะออกกฎยับยั้งไม่ให้ตำรวจใช้เทคโนโลยี Facial Recognition ชั่วคราว เพราะว่ามีการเอาไปใช้ในทางที่ผิด ขาดการควบคุมดูแล และยังเป็นเทคโนโลยีที่ค่อนข้างใหม่ ทำให้มีความเสี่ยง โดยเฉพาะถ้านำมาใช้กับกลุ่มคนชายขอบ …

Continue Reading

บริษัทเอ็นอีซีของญี่ปุ่น เปิดตัว “รถยนต์บินได้”

บริษัทอิเล็กทรอนิกส์ของญี่ปุ่น NEC เปิดตัว “รถยนต์บินได้” ในวันจันทร์ ซึ่งมีลักษณะคล้ายเครื่องบินโดรนขนาดใหญ่แบบสี่ใบพัด สามารถบินขึ้นลงในแนวดิ่ง การทดสอบบินครั้งนี้ใช้เวลาราว 1 นาที โดยเป็นการบินขึ้นในความสูงราว 3 เมตร จัดขึ้นที่โรงงานของ NEC ชานกรุงโตเกียว ซึ่งทางบริษัทเชิ(ญนักข่าวจำนวนมากมาเป็นสักขีพยานในการทดสอบ รัฐบาลญี่ปุ่นให้การสนับสนุนโครงการพัฒนารถยนต์บินได้ โดยมีเป้าหมายที่จะนำมาใช้บรรทุกคนจริงๆ ในอีก 10 กว่าปีข้างหน้า สำหรับรถยนต์บินได้ที่นำมาใช้ในการทดสอบในวันจันทร์ เรียกว่า EVtol ซึ่งย่อมาจาก “electric vertical takeoff and landing” หรือ “ยานพาหนะไฟฟ้าที่บินขึ้นและลงจอดในแนวดิ่ง” ซึ่งถูกออกแบบมาโดยไม่ต้องมีนักบินบังคับ แม้จะมีขนาดใหญ่พอที่จะสามารถบรรทุกคนได้ เจ้าหน้าที่ของ NEC กล่าวว่า ยานพาหนะบินได้นี้สามารถนำไปใช้ในงานหลากหลายประเภท เช่น การช่วยผู้ประสบภัยในพื้นที่เข้าถึงยาก ไปจนถึงการท่องเที่ยวในอวกาศ นอกจาก NEC แล้ว บริษัทเทคโนโลยีในหลายประเทศต่างพยายามพัฒนายานพาหนะบินได้ เช่น บริษัท Uber ที่กำลังออกแแบบ Uber Air โดยวางแผนว่าจะสามารถนำมาใช้รับส่งผู้โดยสารได้ในปี ค.ศ. 2023 หรืออีก 4 ปีข้างหน้า เครดิต : (sanook) https://www.sanook.com

Continue Reading

นักวิจัยเร่งศึกษาอาคาร “อัจฉริยะ” ตรวจจับและป้องกันภัยยิงสังหารหมู่

เหตุการณ์กราดยิงสังหารหมู่ที่เกิดขึ้นติด ๆ กันในสหรัฐอเมริกา ทำให้เกิดการถกเถียงกันเรื่องการออกกฎหมายเพื่อควบคุมการครอบครองอาวุธปืน ในขณะที่อีกด้าน นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Southern California หรือ USC ในรัฐแคลิฟอร์เนีย กำลังทำการศึกษาอีกวิธีหนึ่ง ที่จะทำให้คนที่อยู่ในอาคารปลอดภัยจากความรุนแรงที่เกิดจากการยิงสังหาร การออกแบบและพฤติกรรม วิศวกรและนักวิทยาศาสตร์ด้านคอมพิวเตอร์ที่ USC กำลังศึกษาการใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือน หรือ Virtual Reality เพื่อช่วยในการออกแบบอาคาร “อัจฉริยะ” ที่จะช่วยป้องกันไม่ให้ผู้ที่อยู่ในอาคารต้องตกเป็นเหยื่อของมือปืนสังหารหมู่ พวกเขากำลังศึกษาดูนวัตกรรมใหม่ ๆ หลายอย่าง เช่น ตำแหน่งป้ายทางออก จำนวนจุดซ่อนตัว หรือการใช้ผนังอาคารที่เคลื่อนตัวได้ Gale Lucas นักวิจัยที่สถาบัน Creative Technologies ของ USC บอกว่าก่อนที่จะมาดูเรื่องการออกแบบอาคาร จะต้องศึกษาก่อนว่า ผู้อาศัยหรือคนทำงานในอาคารจะทำตัวอย่างไรเมื่อมีมือปืนบุกเข้ามา และพฤติกรรมของพวกเขาจะเปลี่ยนไปหรือไม่ หากมีการออกแบบตัวอาคารที่ต่างออกไป โดยใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนเข้าช่วย Lucas บอกว่าในโลกความเป็นจริง การจะเปลี่ยนรูปแบบภายในอาคารทำได้ยาก แต่ในโลกความเป็นจริงเสมือน เธอสามารถเปลี่ยนรูปแบบอาคารอย่างไรก็ได้ เพื่อศึกษาพฤติกรรมของคนได้อย่างปลอดภัยและเป็นไปตามหลักจริยธรรม สิ่งที่อาจจะทำให้อาคารปลอดภัยมากขึ้น ประกอบด้วย จำนวนทางออก จุดซ่อนตัว และ การเลือกว่าจะใช้กระจกบานใสหรือบานขุ่นในตัวอาคาร Burcin Becerik-Gerber ศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมโยธาและสิ่งแวดล้อมที่ทำงานร่วมกับ Lucas บอกว่า ตอนนี้มีข้อแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยและมีงบประมาณมากมาย แต่เธอบอกว่าข้อแนะนำเหล่านี้ยังไม่ได้ผ่านการทดสอบในชีวิตจริงเพื่อดูว่าจะออกมาอย่างไร จึงต้องมีการนำเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนมาใช้จำลองเหตุการณ์ ปลายปีนี้ อาคารโรงเรียนและอาคารสำนักงานบางแห่งจะถูกใช้เป็นสนามทดลอง โดยจะมีการนำครู และพนักงานกว่า 200 คนมาสวมหน้ากาก virtual reality และให้อยู่บนลู่วิ่ง เพื่อดูว่าหากพวกเขาต้องวิ่งหนีมือปืน พวกเขาจะมีพฤติกรรมอย่างไร อาคารอัจฉริยะที่ “ตรวจจับภัยได้” Becerik-Gerber บอกว่ารูปแบบอาคารแบบใดแบบหนึ่งไม่สามารถแก้ทุกปัญหาได้ จึงควรจะออกแบบตัวอาคารให้สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ ซึ่งสามารถทำได้โดยการนำปัญญาประดิษฐ์ หรือ artificial intelligence และเซ็นเซอร์มาช่วย เธอยกตัวอย่างว่า ในกรณีที่เซ็นเซอร์ตรวจจับได้ว่าตัวอาคารมีเสียงดังมากขึ้นและมีความโกลาหลอันเกิดจากการบุกเข้ามาของมือปืน ก็อาจจะมีการส่งสัญญาณให้กำแพงสามารถเคลื่อนเข้ามากักบริเวณมือปืนเอาไว้ หรือ เปลี่ยนให้กระจกใสให้เป็นสีขุ่น เพื่อพรางตัวผู้ที่อยู่ในอาคาร อาคาร “อัจฉริยะ” ยังสามารถส่งสัญญาณดิจิตอลเพื่อชี้ทางออกที่ปลอดภัยที่สุดและห่างไกลจากต้นตอความรุนแรงอีกด้วย นักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัย Southern California บอกว่ามีความเป็นไปได้ที่จะมีอาคาร “อัจฉริยะ” ในอนาคตอันใกล้ เพราะเทคโนโลยีทีใช้ตรวจจับอันตรายและตอบสนองเพื่อปกป้องผู้ที่อยู่ในอาคารนั้นมีอยู่แล้ว …

Continue Reading